ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ธันวาคม 16, 2018, 10:43:43 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม , นัดหมายติดตั้ง Tel 089-203-9172 (พี)

+  Po-40 : กระดานสนทนา
|-+  Articles - บทความ
| |-+  บทความเกี่ยวกับรถยนต์
| | |-+  Article 001 : วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Km/L
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: Article 001 : วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Km/L  (อ่าน 87114 ครั้ง)
Po-40
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 427



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 22, 2008, 04:57:17 PM »

การคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขับขี่
นอกจากช่วยให้เราทราบถึงค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่เกิดขึ้นแล้ว
ยังช่วยบอกให้เราทราบว่า มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับรถเราบ้างหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราสิ้นเปลืองสูงขึ้นกว่าเดิมอาจจะมีความผิดปกติอะไรบางอย่าง
เกี่ยวกับเครื่องยนต์ หรืออาจจะมีแรงดันลมยางที่ผิดปกติไป






มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองที่แถมมาให้จากโรงงาน
ในรถรุ่นใหม่ ซึ่งบางครั้งมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เช่น อาจจะแสดงอัตราสิ้นเปลืองที่ดูแล้วต่ำกว่า
ความเป็นจริง ทำให้ผู้ใช้รถเข้าใจว่ารถรุ่นนั้นๆ ประหยัดเชื้อเพลิง (จะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรืออะไรก็ตามแต่  grin )
นอกจากนี้ถ้าเจ้าของรถเปลี่ยนใจไปคบกับ GAS ก็จะแสดงผลได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง

วิธีการคำนวณอัตราสินเปลืองเชื้อเพลิงที่จะแสดงต่อไปนี้ สามารถใช้ได้ทั่วไป
ไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เชื้อเพลิงประเภทไหน จะเป็น เบนซิน ดีเซล โซฮอล NGV LPG
สามารถใช้การคำนวณนี้ได้ทั้งหมด โดยขั้นตอนมีดังนี้

ขั้นที่ 1   เติมเชื้อเพลิงให้เต็มถัง แล้วกดลบ ระยะทาง
ขั้นที่ 2   ใช้รถตามปกติ ระหว่างนี้อย่าเพิ่งกดรีเซตทริป
ขั้นที่ 3   กลับเข้ามาเติมเชื้อเพลิงให้เต็มถังอีกครั้ง และบันทึกปริมาณเชื้อเพลิงที่เติมกลับมา และจำนวนเงิน
ขั้นที่ 4   บันทึกระยะทางที่วิ่งได้จากหน้าปัด แล้วเข้าสู่การคำนวณ


วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็น Km/L

Km/L = [ระยะทางที่วิ่งได้(km)] / [ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ไป(L)]

ตัวอย่างเช่น รถใช้รถไป 400 Km แล้ววิ่งกลับเข้าปั๊มเติมน้ำมันกลับมาเต็มถัง
พบว่าเติมน้ำมันกลับเข้ามาจำนวน 32 L 

เราจะสามารถคำนวณอัตราสิ้นเปลือง
= 400/32 = 12.5 Km/L


=========================================





ทีนี้หลายท่านคงจะเคยเจอข้อสงสัยในลักณษณะที่ว่า
ใช้เบนซิน 91 แล้วคำนวณได้อัตราสิ้นเปลืองเป็น Km/L มากกว่าใช้ E20
แสดงว่าใช้เบนซิน 91 แล้ว ประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่า E20 ใช่หรือไม่  huh 
แต่ว่าราคาต่อลิตรของ E20 นั้นถูกกว่าเบนซิน 91 นะเนี่ย

แล้วแบบนี้สรุปว่าใช้ 91 หรือ E20 จะประหยัดกว่ากันแน่  emo_13 

จะเห็นได้ว่าการคำนวณหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเป็น Km/L เหมาะจะเป็นข้อมูล
ในการเปรียบเทียบอัตราสิ้นเปลืองในกรณีที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียวกัน

สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างเชื้อเพลิงคนละชนิด เราจะคำนวณหาค่าตัวอื่น ที่เหมาะสมมากกว่า
เพราะว่าจะเปรียบเทียบกันได้ต้องอยู่ในกติกาที่ยุติธรรม

นั่นคือ เราจะคำนวณหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงออกมาเป็น Bht/Km


วิธีค่าใช้จ่ายต่อระยะทางที่วิ่ง Bht/Km

Bht/Km = [มูลค่าเชื้อเพลิงที่ใช้(Bht)] / [ระยะทางที่วิ่งได้(Km)]
           = [ราคาเชื้อเพลิงต่อหน่วย(Bht/L)]/[อัตราสิ้นเปลือง (Km/L)]



ตัวอย่างเช่น รถใช้รถไป 400 Km แล้ววิ่งกลับเข้าปั๊มเติมน้ำมันกลับมาเต็มถัง
พบว่าเติมน้ำมันเบนซิน 91 ซึ่งมีราคาลิตรละ 30 บาท กลับจำนวน 32 ลิตร ซึ่งเป็นเงิน 960 Bht 

Bht/Km = [มูลค่าเชื้อเพลิงที่ใช้(Bht)] / [ระยะทางที่วิ่งได้(Km)] 
           = 960/400 = 2.40 Bht/Km

Km/L   = [ระยะทางที่วิ่งได้(km)] / [ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ไป(L)]
          = 400/32 = 12.50 Km/L



ในทางกลับกันถ้าเราใช้ E20 ไปเป็นระยะทางที่เท่ากันคือ 400 Km
อาจจะเปลืองขึ้นอีกเล็กน้อยทำให้ ต้องเติมน้ำมัน E20 กลับมา 35 ลิตร
โดยที่มีราคาลิตรละ 24 บาท ซึ่งเป็นเงิน 840 บาท

Bht/Km = [มูลค่าเชื้อเพลิงที่ใช้(Bht)] / [ระยะทางที่วิ่งได้(Km)] 
           = 840/400 = 2.10 Bht/Km

Km/L   = [ระยะทางที่วิ่งได้(km)] / [ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ไป(L)]
          = 400/35 = 11.43 Km/L




 emo_14
จะเห็นพบว่า ถ้าคิดอัตราสิ้นเปลืองเป็น Km/L 
E20 จะมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 11.43 Km/L  ในขณะที่เบนซิน 91
จะมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 12.5 Km/L ซึ่งถ้าดูเผินๆ
คล้ายกับว่าการเลือกใช้เบนซิน 91 จะประหยัดกว่า แต่ถ้าเราพิจารณาโดยละเอียดแล้ว
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อกิโลเมตรที่รถวิ่งของ E20 จะอยู่ที่ 2.10 Bht/Km
แต่ถ้าใช้ 91 จะสูงถึง 2.40 Bht/Km

นั่นคือในกรณีที่สัดส่วนของราคาเชื้อเพลิงทั้งสอง
และสัดส่วนความแตกต่างของปริมาณเชื้อเพลิง เป็นเหมือนกับ
ในตัวอย่างที่คำนวณ การเลือกใช้ E20 จะประหยัดเงินในกระเป๋ากว่า

แต่ถ้าในอนาคตราคาของ E20 ปรับเข้ามาใกล้เคียงกับเบนซิน 91 ก็เป็นไปได้ว่า
การเลือกใช้เบนซิน 91 จะประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่า
ทั้งนี้ต้องคำนวณตามข้อมูลจริงๆ ณ จุดเวลานั้นๆอีกครั้ง

ข้อควรระวังอย่างหนึ่ง ก็คือการคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงออกมาเป็น
Bht/Km จะไม่เหมาะสมที่จะนำเปรียบเทียบกันในกรณีที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียวกัน
แต่ว่ามีราคาต่อหน่วยที่แตกต่างกัน เช่น รถสองคัน รถA เติมเบนซิน91 ที่กทม.
ซึ่งมีราคาลิตรละ 30 บาท แต่ รถB เติมเบนซิน 91 เหมือนกันแต่ที่ต่างจังหวัดซึ่ง
มีราคาลิตรละ 31 บาท ในกรณีนี้ควรกลับไปใช้การเปรียบเทียบด้วยค่า Km/L
จะดีกว่าจึงจะทราบว่าคันไหนประหยัดกว่ากัน
 

ประเด็นน่าสนใจ 1



         การเติมเชื้อเพลิงกลับเข้าถังแต่ละครั้ง แม้จะสั่งว่าเติมเต็มถังเหมือนๆกัน
แต่ว่าจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเสมอ ดังนั้นถ้าต้องให้การคำนวณอัตราสิ้นเปลืองนี้
มีความคลาดเคลื่อนที่น้อยลง ควรทำเมื่อมีการใช้เชื้อเพลิงไปแล้วในปริมาณที่มากพอสมควร
แล้วจึงค่อยเติมเชื้อเพลิงกลับเพื่อทำการคำนวณ

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีความคลาดเคลื่อนในการเติมน้ำมันเต็มถังแต่ละครั้ง อยู่ที่ 0.5 ลิตร
ถ้าเราใช้งานรถไม่ไกล แล้วเติมน้ำมันกลับเต็มถังเพื่อทำการวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
พบว่าเติมน้ำมันกลับได้ 5 ลิตร ในกรณีนี้จะมีโอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนของค่า Km/L
ที่ได้มากถึง [0.5/5]x100 = 10%

แต่ถ้าเราใช้งานรถไกลมากขึ้น แล้วเติมน้ำมันกลับเต็มถังเพื่อทำการวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
พบว่าเติมน้ำมันกลับได้ 40 ลิตร ในกรณีนี้จะมีโอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนของค่า Km/L
ที่ได้ต่ำลงเหลือ [0.5/40]x100 = 1.25%


ประเด็นน่าสนใจ 2

หลายครั้งที่มีคนเปิดกระทู้ถาม ว่ารถรุ่นเดียวกันมีใครได้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้เท่าใดบ้าง
ซึ่งก็จะมีคนมาโพสตอบว่าในเมือง ประมาณเท่านั้นเท่านี้ และนอกเมืองได้เท่านั้นเท่านี้ @ ความเร็วเฉลี่ย xxx-yyy

จะสังเกตได้ว่าตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองในรถรุ่นเดียวกัน สภาพรถใกล้เคียงกัน มักจะมีอัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยที่ความย่านความเร็วเดียวกันในการใช้งานนอกเมือง หรือเดินทางไกล จะไม่แตกต่างกันมากนัก

ในขณะที่ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในเมือง มันจะแตกต่างกันอย่างมาก หลายท่านจะตกใจว่าทำไมรถของเราถึง
เปลืองกว่าคันอื่นๆมากนัก ในการใช้งานในเมือง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่าง
ของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นแรก เส้นทางที่ใช้ ในเมืองเหมือนกันแต่บางคนอยู่ในรอบในของตัวเมืองซึ่งรถติดตั้งแต่หน้าบ้านยันที่ทำงาน
ในขณะที่บางคนอยู่ในตัวเมืองบริเวณที่รถไม่ติดมากนั้น การที่รถติดมาก/น้อย มีผลโดยตรงกับการคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย
เนื่องจาก ถ้ารถไม่ติด ในทุกรอบที่เครื่องยนต์หมุน ล้อก็หมุนไปด้วย แต่ถ้ารถติดมากๆขนาดจอดนิ่งๆมากกว่าวิ่ง รถจะต้องจอดติดเครื่องอยู่เฉยๆเผาผลาญเชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ โดยที่ล้อไม่ได้หมุนเพื่อให้เกิดระยะทาง
ดังนั้นเมื่อนำไปเข้าสูตรคำนวณอัตราสิ้นเปลือง รถคันที่เจอรถติดมากๆ จะใช้ปริมาณเชื้อเพลิงไปมากกว่า รถคันที่วิ่งในเส้นทางที่รถติดน้อยกว่า เมื่อวิ่งไปได้ระยะทางเท่ากัน  ส่งผลให้คำนวณ Km/L ออกมาต่ำกว่า อย่างไม่น่าสงสัย

ประเด็นถัดมา ก็คือ พฤติกรรมการขับขี่ของเจ้าของรถ บางคนขับรถด้วยความนิ่มนวลแต่บางคนขับแบบเร่งมากๆแล้วค่อยไปเบรค บางชอบขับในเส้นทางที่สั้นที่สุดแม้ว่ารถจะติดแต่บางคนชอบเลี่ยงไปขับในเส้นทางที่ถนนโล่งกว่าแม้จะต้องขับอ้อมก็ตามซึ่งมีผลต่อการอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะขับอยู่ในเมืองเหมือนๆกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่บางคนก็ยังสงสัยอีกว่า ทำไมรถรุ่นเดียวกัน วิ่งในเมืองในเส้นทางคล้ายๆกันทำไมบางคันถึงประหยัดกว่าเราได้ แน่นอนเราลืมไปอย่างหนึงที่มีผลอย่างมาก คือช่วงเวลาที่ใช้รถ ในเส้นทางเดียวกันแต่คนละช่วงเวลา รถติดไม่เท่ากันบางเส้นทาง เช่น บริเวณโรงเรียนตอนเช้าๆจะรถติดมากๆ พอสายหน่อยรถจะโล่งอย่างเทียบกันไม่ติด

เรื่องของภาระที่แตกต่างของรถแต่ละคันก็มีผล บางคันจะใช้รถคนเดียวเป็นส่วนใหญ่แต่บางคันก็จะ
มีสมาชิกนั่งไปในรถหลายคน หรือถ้าบางคันไปเปลี่ยนล้อขนาดใหญ่น้ำหนักมากทำให้ล้อหมุนยาก กินแรง
ก็ทำให้เปลืองน้ำมันได้เช่นกัน และในบางคันที่เปลี่ยนล้อหรือยางใหม่ซึ่งมีเส้นรอบวงต่างไปจากของเดิมจากโรงงาน
ทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อนไปจากรถคันอื่นๆในรุ่นเดียวกัน เพราะเรานำตัวเลขระยะทางที่วิ่งได้จากหน้าปัดรถ
ซึ่งค่าระยะทางที่วิ่งได้จากหน้าปัดนี้ จะคลาดเคลื่อนไปถ้าเส้นรอบวงของล้อใหม่ต่างจากเส้นรอบวงของล้อจากโรงงานมาก
เช่น ถ้าเส้นรอบวงมากกว่าของเดิมจากโรงงาน ระยะทางที่วิ่งได้บนหน้าปัด จะแสดงค่าน้อยกว่าความเป็นจริง
คือ ถ้าระยะทางจริง 1 Km รถคันที่ใส่ล้อใหญ่กว่ามาตรฐานจะแสดงตัวเลขระยะทางบนหน้าปัดที่วิ่งได้ น้อยกว่า 1 Km
หรือถ้า ระยะทางบนหน้าปัดแสดง 1 km รถคันที่ล้อใหญ่กว่ามาตรฐาน จะวิ่งได้ระยะทางจริงๆมากกว่า 1 Km

ซึ่งเมื่อค่าที่นำมาใช้ในการคำนวณนั้นผิดพลาดไปดังที่กล่าวมาแล้ว ค่า Km/L ที่ได้จึงต้องแตกต่างไปจากรถคันอื่นๆอย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องของแรงดันลมยางที่แตกต่างกันก็ล้วนแล้วแต่มีผลทำให้ล้อหมุนยากและเส้นรอบวงของล้อเปลี่ยนไป
ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองที่คำนวณได้แตกต่างกัน

และประเด็นสุดท้ายก็คือ บางคันไม่ได้แจ้งอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่ได้ใช้วิธีการวัดตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง
หรือจงใจกล่าวเกินจริง(โม้) tongue



ประเด็นน่าสนใจ 3



ถ้าเราไปเปลี่ยนล้อหรือยางที่มีขนาดเส้นรอบวงต่างไปจากเดิม
แล้วอยากใช้วิธีคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยอาศัยระยะทางจากมาตรวัดเดิมจะต้องทำอย่างไร   huh

อย่างที่ได้พูดไว้ในข้างต้นว่า ขนาดเส้นรอบวงที่เพี้ยนไปจากของโรงงาน จะทำให้มาตรวัดแสดงระยะทางที่วิ่งได้คลาดเคลื่อนไป วิธีที่จะคำนวณอัตราสิ้นเปลืองของเราถูกต้องก็คือ ต้องปรับแก้ตัวเลขระยะทางที่วิ่งได้จากหน้าปัดรถที่เพี้ยนอยู่ให้ถูกต้องเสียก่อน ดังนี้

ระยะทางที่วิ่งได้จริง = ระยะทางที่วิ่งได้จากหน้าปัดรถ x [เส้นรอบวงในปัจจุบัน / เส้นรอบวงมาตรฐานจากโรงงาน]

นำระยะทางที่ปรับแก้แล้ว ไปแทนในสูตรคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย

Km/L = [ระยะทางที่วิ่งได้จากหน้าปัดรถ / ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้] x [เส้นรอบวงในปัจจุบัน / เส้นรอบวงมาตรฐานจากโรงงาน]




สงวนลิขสิทธิ์ Po-40

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2008, 03:40:22 PM โดย Po-40 » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!